อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากอะไร ?

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากอะไร ?

เมื่อมีอาการท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ภายหลังรับประทานอาหารไปไม่นาน เรียกลักษณะความผิดปกตินี้ว่า “อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)” หลายคนที่เกิดอาการขึ้นมาแล้วไม่รีบรักษา อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เกิดภาวะช็อก หมดสติ จนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลและป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง ควรทำความรู้จักกับโรคใกล้ตัวชนิดนี้ให้มากขึ้น

อาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารปนเปื้อน ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (salmonella) หรือเชื้ออีโคไล (E.coli) รองลงมาคือเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น เชื้อโนโรไวรัส (norovirus) เป็นต้น โดยปกติอาการจะดีขึ้นภายใน 2 – 3 วันโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์

ลักษณะอาการอาหารเป็นพิษ

อาการของ อาหารเป็นพิษ จะเกิดขึ้นในช่วง 1–2 วัน หลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน บางรายอาการอาจปรากฏขึ้นภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง หรือ 2–3 สัปดาห์ให้หลัง โดยแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

  • กลไกของสารพิษที่จะส่งผลให้เกิดภาวะท้องเสียอย่างรุนแรง (non-inflammatory type)
    เชื้อดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการโดยตรงที่เยื่อเมือกบุลำไส้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ไม่มีการลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย อาการที่พบเด่นชัด ไก้แก่ ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ อาจมีเลือดปนออกมา อาการปวดท้องไม่รุนแรงนัก แต่จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างหนักได้ ซึ่งเชื้อที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้แก่ อีโคไลบางสายพันธุ์ เป็นต้น
  • กลไกของสารพิษที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง (Inflammatory type) 
    เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้เล็ก จะตรงเข้าทำลายเยื่อเมือกของลำไส้ จากนั้นจะแพร่กระจายตัวผ่านเยื่อเมือกไปยังกระแสเลือดทั่วร่างกาย อาการที่พบเด่นชัด คือ ท้องเสียในลักษณะเป็นมูก มีเลือดปน ปวดท้องอย่างรุนแรง ไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามข้อและตามลำตัว เชื้อบางชนิดที่มีความรุนแรงมากสามารถตรงเข้าไปทำลายระบบประสาท ตามมาด้วยภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต ไม่สามารถหายใจเองได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุของอาหารเป็นพิษ

  • ปรุงอาหารไม่สุก โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์
  • ไม่ได้จัดเก็บอาหารไว้ในตู้เย็น หรือตู้แช่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศา
  • วางอาหารที่ปรุงสุกแล้วทิ้งไว้นานโดยไม่ได้เก็บเข้าตู้เย็น
  • รับประทานอาหารที่ถูกสัมผัสแล้วโดยผู้ที่มีอาการป่วย หรือผู้ที่เป็นโรคท้องร่วง 
  • สัมผัสอาเจียนของผู้ป่วย
  • การปนเปื้อนเชื้อโรคของอาหารที่ปรุงสุกแล้วกับอาหารดิบ ผ่านผิวหน้าของอาหาร หรืออุปกรณ์ประกอบอาหาร เรียกว่า การปนเปื้อนข้าม
    ตัวอย่าง การปนเปื้อนข้ามของอาหารที่ปรุงสุกแล้วกับอาหารดิบ เช่น เมื่อมีการหั่นเนื้อไก่บนเขียง และเขียงไม่ได้ล้างก่อนที่จะนำไปใช้กับอาหารอื่นๆ ที่ไม่ได้ปรุงสุก เช่น ผักสลัด ทำให้แบคทีเรียที่มากับไก่สดสามารถแพร่ไปยังผักสลัดได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากเนื้อดิบที่ถูกเก็บไว้ร่วมกับอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน ทำให้น้ำของเนื้อสดหยดลงบนอาหารที่เก็บอยู่ด้านล่าง เป็นต้น

ประเภทของการติดเชื้อ

การปนเปื้อนเชื้อโรคของอาหารส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทว่าบางครั้งการปนเปื้อนอาจเกิดจากเชื้อไวรัสหรือปรสิตได้ โดยเชื้อโรคที่มักทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร ดังนี้

  • เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เจจูไน (Campylobacter jejuni) เป็นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษที่พบได้บ่อยที่สุด พบได้ในเนื้อดิบหรือเนื้อที่ไม่ได้ปรุงสุก สัตว์ปีก นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์ และน้ำดื่มที่ไม่ได้กรอง หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรค (เวลาตั้งแต่เริ่มทานอาหารปนเปื้อนไปจนเกิดอาการอาหารเป็นพิษ) สำหรับอาการอาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อแคมปีโลแบคเตอร์มักเกิดขึ้นประมาณ 2–5 วัน และจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์
  • เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) เป็นเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่อยู่ตระกูลเดียวกับเชื้อไทฟอยด์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวในลำไส้ จะมีการผลิตพิษออกมา ทำให้มีอาการไข้ต่ำๆ ท้องเดินจากอาหารเป็นพิษ บางครั้งก็อาจมีมูกเลือดปนอยู่บ้าง พบได้ในเนื้อดิบหรือเนื้อที่ไม่ได้ปรุงสุก ไข่ดิบ นม และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคมักเกิดขึ้นประมาณ 12–72 ชม. และจะมีอาการอยู่ประมาณ 4–7 วัน
  • เชื้อลิสเตอเรีย (Listeria) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในอาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน แซนวิช ปรุงสำเร็จ เนื้อสไลด์และปาเตปรุงสุก และชีสนุ่ม อย่างชีสบรีหรือชีสกามองแบร์ ดังนั้นการบริโภคอาหารเหล่านี้จำเป็นต้องบริโภคก่อนวันหมดอายุเสมอและต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการติดเชื้อลิสเตอเรียในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และระหว่างคลอดซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตรได้ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคอาจแตกต่างกันจาก 1 – 2 วัน ไปจนถึง 2 – 3 สัปดาห์ และอาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 3 วัน
  • เชื้ออีโคไล (Escherichia coli) หรือเรียกสั้นๆ ว่า E.coli เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์หลายชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วย เชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายแต่อาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงได้ ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากเชื้อ E.coli มีสาเหตุมาจากการรับประทานเนื้อวัวที่ไม่ได้ปรุงสุก โดยเฉพาะเนื้อสับ เบอร์เกอร์ ลูกชิ้น หรือนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์ เป็นต้น  ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคมักเกิดขึ้นประมาณ 8 วัน และจะมีอาการอยู่ประมาณ 1–2 วัน
  • เชื้อบิดชิเกลลา (Shigella) เชื้อบิดชิเกลลาเป็นเชื้อแบคทีเรียที่สามารถปนเปื้อนกับอาหารผ่านการล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรีย โดยอาการจะเกิดภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อและจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ การติดเชื้อจากแบคทีเรียชิเกลลาเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อคือ โรคบิดหรือโรคบิดชิเกลลา
  • สแตฟีโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เป็นเชื้อที่ปล่อยพิษออกมาปนเปื้อนในอาหาร และสามารถทนต่อความร้อนได้ดี แม้ว่าจะปรุงอาหารจนสุกแล้วก็ตาม ทำให้มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและหมดแรง ปวดท้อง ท้องเดิน ความดันโลหิตต่ำลง แต่ไม่มีไข้ร่วมด้วย โดยจะมีระยะการฟักตัวเพียง 1–8 ชั่วโมง และสามารถหายได้เองภายใน 1–2 วัน พบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทนม ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ เนื้อสัตว์ และขนมปัง เป็นต้น
  • บาซิลลัสซีเรียส (Bacillus cereus) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะปล่อยพิษปนเปื้อนไปกับอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะแบ่งตัวในลำไส้ โดยผลิตพิษที่แบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ ชนิดแรกทำให้มีอาการท้องเดินเป็นหลัก ซึ่งมีระยะการฟักตัวเพียง 8–16 ชั่วโมง มักพบการปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ ข้าว และผัก ส่วนอีกชนิดจะปล่อยพิษที่สามารถทนต่อความร้อนได้ดี ทำให้มีอาการอาเจียนเป็นหลัก ซึ่งมีระยะการฟักตัวเพียง 1–8 ชั่วโมง มักพบการปนเปื้อนในข้าว เช่น กรณีที่นำข้าวผัดเก่ามาอุ่นรับประทานซ้ำ
  • คลอสตริเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ (Clostridium perfringen) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะปล่อยพิษปนเปื้อนกับอาหาร และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีการผลิตพิษออกมา หลังจากที่มีการแบ่งตัวภายในลำไส้ จึงทำให้มีอาการถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง แต่ไม่ค่อยอาเจียน และไม่มีไข้ร่วมด้วย โดยมีระยะการฟักตัวประมาณ 8–16 ชั่วโมง อาการดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง พบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่
  • คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เมื่อเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้มีอาการปากคอแห้ง มองเห็นเป็นภาพซ้อน อาเจียน ท้องเดิน เส้นประสาทสมองเป็นอัมพาต ลามลงบริเวณส่วนล่างของร่างกาย และเข้าสู่ภาวะการหายใจล้มเหลว  โดยมีระยะการฟักตัวประมาณ 12–36 ชั่วโมง พบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทเนื้อ ปลารมควัน ผักผลไม้ที่มีการอัดกระป๋องเองในบ้าน การปนเปื้อนสปอร์ในดิน หรือการถนอมอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ที่ไม่ถูกสุขอนามัย 
  • วิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้ออหิวาต์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวในลำไส้ จะทำให้มีการผลิตพิษออกมา ส่งผลให้มีอาการอาหารเป็นพิษ ท้องเดิน อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ บางรายอาจถ่ายมีมูกเลือดปนในเวลาต่อมา โดยมีระยะการฟักตัว 8–24 ชั่วโมง หรือนานถึง 96 ชั่วโมง สามารถหายได้เองภายใน 3–5 วัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทอาหารทะเลสดที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรือปรุงสุกไม่ทั่วถึง
  • เชื้อไวรัส เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วงและอาเจียนโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเชื้อโนโรไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อได้ในอาหารทะเลเปลือกแข็งดิบหรือหอยนางรมดิบ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคเกิดขึ้นประมาณ 24–48 ชม.และจะมีอาการอยู่ประมาณ 2–3 วัน
    เชื้อโนโรไวรัสเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเกิดอาการท้องร่วงรุนแรง อาหารเป็นพิษ โดยอาการจะเกิดภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อ และจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ
  • ปรสิต  อาหารเป็นพิษที่มีสาเหตุมาจากเชื้อปรสิตมักเกิดขึ้นมากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยการติดเชื้อปรสิตเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อปรสิตเหล่านี้
    • เชื้อไกอาร์เดียซิส (giardiasis) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากปรสิตไกอาร์เดีย
    • คริปโตสปอริดิโอซีส (cryptosporidiosis) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากปรสิตคริปโตสปอริเดียม
    • เชื้อบิดมีตัว (ameobiasis) เป็นเชื้อบิดชนิดหนึ่งที่เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่เรียกว่า แอนตามีบา ฮิสโตลิติกา (Entamoeba histolytica)
      โดยอาการของอาหารเป็นพิษที่เกิดจากปรสิตมักจะเกิดขึ้นภายใน 10 วันหลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนและบางครั้งพบว่าอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกไม่สบาย หากติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษา ผู้ติดเชื้อจะมีอาการป่วยอยู่นานกว่าจะหายเป็นปกติ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึงหลายสัปดาห์หรือ 1–2 เดือนเลยทีเดียว
  • ไมโคท็อกซิน (Mycotoxin) จากสารอาหารจำพวกเห็ดพิษ 

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ

  • ผู้ที่มีอาการอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์
  • เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป ป้องกันร่างกายขาดน้ำ แม้ว่าจะทำได้เพียงจิบน้ำก็ตาม
  • เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้น ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ ในปริมาณน้อย เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ กล้วย หรือข้าว จนกว่าจะหายดี
  • แนะนำให้ดื่มน้ำโออาร์เอสที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเมื่อมีอาการ โดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เพื่อบรรเทาอาการ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม รวมไปถึงอาหารที่มีรสจัด และมีไขมันมาก 

หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์

เครื่องดื่มโออาร์เอส (ORS) คืออะไร

  • เครื่องดื่มโออาร์เอส เหมาะสำหรับผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่กำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยาหรือร้านค้า
  • วิธีใช้ ละลายผงโออาร์เอสในน้ำดื่ม ซึ่งจะช่วยชดเชยเกลือ กลูโคส และแร่ธาตุอื่นๆ ที่เสียไป จนทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • สำหรับผู้ที่ไตมีปัญหา เครื่องดื่มโออาร์เอสบางตัวอาจไม่เหมาะสม แนะนำให้สอบถามเภสัชกรก่อนซื้อยามาใช้เอง

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์

  • เมื่ออาการอาหารเป็นพิษรุนแรงมากขึ้น เช่น มีการสูญเสียน้ำมากเกินไปเนื่องจากการอาเจียนหรือท้องร่วง
  • เมื่ออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน
  • มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ได้แก่ มึนงง หัวใจเต้นเร็ว ตาพล่ามัว หน้ามืด ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • อาหารเป็นพิษขณะตั้งครรภ์
  • มีอายุมากกว่า 60 ปี
  • เด็กทารกหรือเด็กเล็กที่คาดว่า มีอาการอาหารเป็นพิษ
  • มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคลิ้นหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีบางโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น การใช้ยาบางชนิดหรือการเป็นมะเร็ง

การรักษาโดยแพทย์

  • แพทย์จะวินิจฉัยอาการ และหาสาเหตุโดยการตรวจอุจจาระ 
  • หากผลตรวจพบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะกำหนดให้ผู้ป่วยทานยาปฏิชีวนะ 
  • หากมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน แพทย์จะสั่งยาแก้อาเจียนให้
  • ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก แพทย์จะแนะนำให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 1–2 วัน เพื่อสังเกตอาการ และให้น้ำเกลือ
  • ตัวอย่างเกม : PGSLO

ตัวอย่างเกม : PGSLOT

การป้องกันการแพร่เชื้อ

เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษคุณจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารสำหรับผู้อื่น และไม่ควรสัมผัสกลุ่มผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย เช่น ผู้สูงอายุ เด็กทารก เด็กเล็ก เป็นต้น ควรลางาน หรือลาโรงเรียนอย่างน้อย 48 ชม. หลังจากอาการท้องร่วงครั้งล่าสุด นอกจากนี้ หากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรปฏิบัติตน ดังนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนในครอบครัว (รวมทั้งตัวคุณเองด้วย) ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำ และก่อน-หลังการเตรียมอาหาร
  • ทำความสะอาดฝาปิดชักโครก ฝารองนั่ง ปุ่มกดชักโครก อ่างล้างหน้า และก๊อกน้ำอยู่เป็นประจำ
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดหน้า ร่วมกับผู้อื่น
  • ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าผู้ป่วยด้วยการแช่น้ำร้อน และตากแสงแดดจัด

การป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

วิธีที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงอาการอาหารเป็นพิษ คือการปรับพฤติกรรมส่วนตัว การเก็บรักษาอาหารสดต่างๆ รวมไปถึงลักษณะของการปรุงและเตรียมอาหารด้วย

โดยสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (Food Standards Agency (FSA)) แนะนำให้คำนึงถึง 4C เพื่อการมีสุขภาพที่สะอาดปลอดภัยห่างไกลโรคอาหารเป็นพิษ ดังนี้

  • ความสะอาด (Cleaning)
  • การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking)
  • การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling)
  • หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination)

นอกจากนี้ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่หมดอายุ และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากเกี่ยวกับการเก็บรักษาอาหารอย่างเคร่งครัด คำแนะนำดังกล่าวข้างต้นมีประโยชน์มากสำหรับผู้บริโภค  เพราะ เราไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าอาหารบูดหรือเสีย จากการดมกลิ่นเพียงอย่างเดียว

หลัก 4C เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

1. ความสะอาด (Cleaning) 

การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส คือการปรับพฤติกรรมส่วนตัวในเรื่องความใส่ใจในความสะอาด ทั้งการใส่ใจเรื่องความสะอาดของการปรุง การเตรียม การเก็บรักษาอาหาร วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้เพื่อปรุงอาหาร รวมถึงการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ด้วยสบู่และน้ำอุ่น โดยเฉพาะก่อน-หลังการทำกิจกรรม ดังนี้

  • เมื่อเสร็จธุระจากห้องน้ำ หรือหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กเล็ก
  • ก่อนการเตรียม หรือปรุงอาหาร
  • หลังจากการหยิบจับอาหารสด
  • หลังจากการหยิบจับถังขยะ หรือสัตว์เลี้ยง

หลีกเลี่ยงการหยิบจับอาหารหากคุณมีอาการป่วย เช่น ท้องร่วง อาเจียน หรือมีบาดแผลที่ไม่ได้ปิดปากแผลให้เรียบร้อย

2. การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking) 

การปรุงอาหารให้สุกเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจมากับอาหาร  วิธีตรวจสอบว่าเนื้อสุกดีหรือยัง ให้ใช้มีดกรีดลงบนชิ้นเนื้อที่มีส่วนหนาที่สุด หากสุกดีแล้วน้ำที่ออกมาจากเนื้อจะมีลักษณะใส และเนื้อไม่มีสีแดงหรือสีชมพู อย่างไรก็ตามการปรุงเนื้อบางอย่าง เช่น สเต็ก เนื้อติดกระดูกของเนื้อวัว หรือเนื้อแกะ มักถูกปรุงแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ แต่ต้องมั่นใจว่าเนื้อภายนอกสุกดีแล้วอย่างทั่วถึง

เมื่ออุ่นอาหารคุณต้องมั่นใจว่าอาหารทุกส่วนถูกอุ่นอย่างทั่วถึงด้วยเช่นกันและไม่ควรนำอาหารมาอุ่นซ้ำหากเคยอุ่นไปแล้วครั้งหนึ่ง

3. การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling) 

อาหารบางชนิดต้องถูกเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต แนะนำให้ตรวจสอบคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดเก็บอาหารบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อน

หากอาหารนั้นๆ ต้องถูกแช่แข็ง คุณต้องมั่นใจว่าได้เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิระหว่าง 0–5 องศา เพราะเมื่ออาหารที่ต้องแช่แข็งถูกวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติ เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตขึ้นและขยายตัวจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เมื่อนำมาปรุงอาหาร

สำหรับอาหารปรุงสุกที่รับประทานไม่หมดต้องถูกนำไปแช่เย็นทันที หรือภายใน 2–3 ชั่วโมง โดยนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็ง หรือช่องแช่เย็นปกติ

4. หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination) 

การปนเปื้อนข้ามของอาหาร เกิดขึ้นเมื่อเชื้อแบคทีเรียจากอาหารสดชนิดหนึ่งปนเปื้อนไปยังอาหารชนิดอื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่ออาหารที่ปนเปื้อนไปสัมผัสหรือจุ่มโดนอาหารชนิดอื่น หรือเมื่อเชื้อแบคทีเรียที่ติดมากับมือผู้ประกอบอาหาร ผิวหน้าของอาหาร หรืออุปกรณ์ประกอบอาหาร แพร่เชื้อโรคไปยังอาหารอื่นๆ ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

  • หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากหยิบจับเนื้อสด
  • แยกเก็บเนื้อสดและอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน
  • เก็บเนื้อสดไว้ในกล่องบรรจุอาหารที่ปิดมิดชิดและวางไว้ส่วนล่างสุดของช่องแช่เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากเนื้อสดหยดลงบนอาหารอื่นๆ
  • เปลี่ยนเขียงหรือล้างเขียงให้สะอาดทุกครั้ง เมื่อใช้เขียงกับอาหารสดก่อนที่จะนำมาใช้กับอาหารชนิดอื่นๆ
  • ทำความสะอาดมีดหรืออุปกรณ์ประกอบอาหารให้สะอาดทุกครั้งหลังจากใช้งานกับอาหารสด
  • ไม่ควรล้างเนื้อสดหรือสัตว์ปีก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะถูกฆ่าผ่านการทำให้สุก แต่การล้างด้วยน้ำจะเป็นการแพร่เชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ

เกมน่าสนุกได้เงิน : PG SLOT , PG SLOT , PG SLOT , PG SLOT

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET, sa gaming , ราคาบอล,slotxo