มันแกว สรรพคุณและประโยชน์

มันแกว


มันแกว

มันแกว ชื่อสามัญ Yam bean (แยมบีน)[1], Jicama (จิคามา)[2]

มันแกว ชื่อวิทยาศาสตร์ Pachyrhizus erosus (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

มันแกว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หมากบ้ง (เพชรบูรณ์), เครือเขาขน ถั่วกินหัว ถั่วหัว ถั้วบ้ง ละแวก มันละแวก มันแกวละแวก มันลาว มันแกวลาว (ภาคเหนือ), มันเพา มันเภา (ภาคอีสาน), มันแกว (ภาคกลาง), หัวแปะกัวะ (ภาคใต้), มะคะตุ๋ม (ไทลื้อ) เป็นต้น[1],[2],[3],[5]

มันแกวที่ปลูกกันมากในประเทศไทย จะมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ พันธุ์หัวเล็ก และพันธุ์หัวใหญ่ ไม่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แต่จะเรียกชื่อกันตามท้องถิ่นที่ปลูก เช่น มัวแกวลพบุรี มัวแกวเพชรบุรี มันแกวบ้านหมอ ส่วนทางแถบจังหวัดสระบุรีจะเรียกพันธุ์ “ลักยิ้ม” (เพราะเมล็ดมีรอยบุ๋ม) และทางจังหวัดมหาสารคามจะเรียกพันธุ์ “งาช้าง” เป็นต้น[1]

ในประเทศไทยมีการปลูกมันแกวมานานมากแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าชาวญวนเป็นผู้นำเข้ามาปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือมีคนไทยนำมันแกวเข้ามาจากเวียดนาม แล้วนำมาปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะคนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเรียกชาวญวนว่า “แกว” จึงเรียกมันชนิดนี้ว่า “มันแกว” ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนข้อสันนิษฐานดังกล่าว[1]

ลักษณะของมันแกว

  • ต้นมันแกว เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโกและประเทศในแถบอเมริกากลาง โดยจัดเป็นพืชในตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ลำต้นมีขน เป็นไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น แต่ไม่มีมือเกาะ ลำต้นอาจยาวได้ถึง 5.5 เมตร ต้นไม่แตกแขนง โคนต้นเนื้อแข็ง มีหัวใต้ดินเป็นรากสะสมอาหาร หัวมีลักษณะอวบและมีขนาดใหญ่ ขนาดจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ที่ปลูก โดยทั่วไปมีขนาดเท่ากำปั้น พบได้มากจะเป็นพันธุ์หัวใหญ่ โดยจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร และหัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ในหนึ่งต้นจะมีหัวเพียงหัวเดียว ลักษณะของหัวอาจจะเป็นหัวเรียบ ๆ หรือเป็นพู และมีรูปร่างแตกต่างกันมาก ส่วนมากจะเป็นหัวแบบมี 4 พู เนื้อในหัวเป็นสีขาวขุ่น มีเส้นใยอาหารมาก รสชาติคล้ายแป้ง โดยส่วนที่อยู่ใต้ดินจะมีอายุข้ามปี แต่ส่วนที่อยู่บนดินจะมีอายุเพียงปีเดียว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ พบได้ทุกภาคของประเทศไทย
  • ใบมันแกว ใบเป็นประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ แตกจากก้านใบ เรียงสลับ ก้านใบยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลักษะของใบย่อยเป็นรูปจักใหญ่หรือเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบป้านมนเข้าหาเส้นกลางใบ แผ่นใบเรียบแต่สากมือ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ดอกมันแกว ออกดอกเป็นช่อกระจะออกเดี่ยว ๆ ที่ซอกใบ มีขนสีน้ำตาล ช่อดอกยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปดอกถั่วหรือรูปไต กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมน้ำเงิน สีชมพู หรือสีขาว เมื่อดอกบานจะมีรูปร่างคล้ายดอกแค แต่มีขนาดเล็กกว่าและยาวประมาณ 2 เซนติเมตร[
  • ผลมันแกว ออกผลเป็นฝัก ลักษณะของฝักเป็นรูปขอบขนาน แบน และมีขนปกคลุมทั่วทั้งฝัก ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ฝักเมื่อแก่จะเรียบ ทั้งฝักมีเมล็ดเรียงกันอยู่ภายในประมาณ 4-10 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปจัตุรัสแบน เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข็มหรือสีแดง ผิวมัน

สรรพคุณของมันแกว

  1. รสหวานจากมันแกวมาจากอินูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นน้ำตาลโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ซึ่งร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้ มันจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน[5]
  2. มันแกวอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่มีส่วนช่วยควบคุมไม่ให้หลอดเลือดหัวใจตีบ ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ โดยปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1 ถ้วยตวง (120 กรัม)
  3. มันแกวมีวิตามินซี (แม้จะไม่มาก) แต่มันก็มีส่วนช่วยในการป้องหวัด มะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้[4],[7]
  4. มันแกวมีเส้นใยอาหารสูง จึงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้ดี[4]
  5. จากการศึกษาของ the British Journal of Nutrition ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 แสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีอินูลิน (Inulin) อย่างมันแกว สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของมะเร็งในลำไส้ใหญ่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้[7]
  6. หัวมันแกวมีสรรพคุณช่วยทำให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยง แก้กระหายน้ำ ร้อนกระสับกระส่าย ลดไข้ รักษาโรคร้อนดับพิษ (หัว)[6]
  7. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ หน้าแดง (หัว)[6]
  8. ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง (หัว)[6]
  9. ใช้เป็นยารักษาพิษสุราเรื้อรัง (หัว)[6]
  10. ใบมันแกวมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ (ใบ)[4]
  11. ใบมีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน (ใบ)[4]
  12. เมล็ดแก่ป่นหรือบด ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังได้ (เมล็ด)[1] บ้างว่าใช้เมล็ดบดนำมาทาผิวหนังที่หูดจะช่วยรักษาหูดได้ (เมล็ด)
  13. ตัวอย่างเกม : PGSLOT

โทษของมันแกว

  • ใบแก่ ฝักแก่ และเมล็ดของต้นมันแกวเป็นพิษต่อการบริโภคทั้งกับคนและสัตว์ (ส่วนที่ไม่เป็นพิษคือส่วนของหัว ใบอ่อน และฝักอ่อน)[1],[2]
  • เมล็ดมันแกวมีสารพิษ ได้แก่ 12-(A)-hydroxypachyrrhizone, 12-(A)-hydroxylineonone, 12-(A)-hydroxymunduserone, dehydropachyrrhizone, dolineone, erosenone, erosin, erosone, neodehydrorautenone, pachyrrhizin, pachyrrhizone, rotenone และยังมีสารซาโปนิน ได้แก่ pachysaponins A และ pachysaponins B ที่ละลายน้ำได้ และเป็นพิษต่อปลา สามารถทำให้ปลาตายได้[2]
  • ใบมันแกวมีสารพิษ Pachyrrhizid ซึ่งเป็นพิษต่อโคและกระบือมากกว่าม้า[2]
  • อาการเป็นพิษที่พบ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง หากได้รับสารพิษเข้าไปมาก อาการจะรุนแรงมากขึ้น โดยจะมีผลกระทบต่อระบบการหายใจ ทำให้หยุดหายใจ มีอาการชัก และเสียชีวิตได้[2]
  • ตัวอย่างผู้ที่ได้รับพิษ ผู้ป่วยเพศชายอายุ 28 ปี รับประทานเมล็ดเข้าไป 200 กรัม ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นเมล็ดถั่ว หลังจากรับประทานไปได้ 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ร่างกายอ่อนเพลียจนไม่สามารถเดินได้ จากนั้นไม่รู้สึกตัว หน้าซีด เริ่มมีอาการชักกระตุกที่มือและเท้า และไม่สามารถควบคุมระบบทางเดินปัสสาวะได้ มีอาการท้องเสีย และได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา หลังจากรับประทานไปประมาณ 11 ชั่วโมง[2]
  • ส่วนการรักษาให้รักษาไปตามอาการ เช่น ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ มีอาการช็อค ให้รีบช่วยทำให้ผู้ป่วยหายใจได้ด้วยตัวเองหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือเพื่อรักษาสมดลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย และให้ยาตามความเหมาะสม[

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม : อาหารเพื่อสุขภาพ , อัพเดจข่าวฟุตบอล

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME , PGSLOT



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *