กระเทียม สรรพคุณและประโยชน์ของกระเทียม

กระเทียม

กระเทียม

กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ คือคำว่า Allium sativum L. จัดอยู่ในวงศ์พลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย ALLIOIDEAE (ALLIACEAE)

สำหรับในประเทศไทยนิยมปลูกมากในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สำหรับกระเทียมที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพดี กลิ่นฉุนคงหนีไม่พ้นจังหวัดศรีสะเกษ

สรรพคุณของกระเทียม

  • ช่วยบำรุงผิวหนังให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง
  • ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ อาการมึนงง ปวดศีรษะ หูอื้อ
  • ช่วยในเรื่องระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะมีสารที่ช่วยควบคุมฮอร์โมนทั้งหญิงและชาย ช่วยทำให้มดลูกบีบตัว เพิ่มพละกำลังให้มีเรี่ยวแรง
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • ช่วยต่อต้านเนื้องอก
  • ช่วยแก้ปัญหาผมบาง ยาวช้า มีสีเทา
  • ช่วยป้องกันการเกิดและรักษาโรคโลหิตจาง
  • ช่วยในการขับพิษและสารพิษอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด
  • ช่วยป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว
  • สารสกัดน้ำมันกระเทียมมีสารที่มีส่วนช่วยในการละลายลิ่มเลือด
  • ช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
  • มีสารต่อต้านไม่ให้เม็ดเลือดแดงแตก
  • ช่วยบรรเทาอาการไอ น้ำมูกไหล ป้องกันหวัด
  • ช่วยรักษาโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
  • ช่วยรักษาอาการเยื่อบุจมูกอักเสบและไซนัส
  • ช่วยรักษาโรคไอกรน
  • ช่วยแก้อาการหอบ หืด
  • ช่วยรักษาโรคหลอดลม
  • ช่วยระงับกลิ่นปาก
  • ช่วยในการขับเหงื่อ
  • ช่วยในการขับเสมหะ
  • ช่วยควบคุมโรคกระเพาะ ด้วยสารที่ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ
  • ช่วยในการขับลม
  • ช่วยรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • ช่วยป้องกันโรคท้องผูก
  • ช่วยรักษาโรคบิด
  • ช่วยในการขับปัสสาวะ
  • ช่วยในการขับพยาธิได้หลายชนิด เช่น พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น
  • ช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคไต
  • ช่วยฆ่าเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ รวมถึงเชื้อราตามหนังศีรษะและบริเวณเล็บ
  • ช่วยยับยั้งเชื้อต่าง ๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง คออักเสบ เชื้อปอดบวม เชื้อวัณโรค เป็นต้น
  • ช่วยกำจัดพิษจากสารตะกั่ว
  • ช่วยรักษากลาก เกลื้อน
  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ บำรุงข้อต่อและกระดูกในร่างกาย
  • บรรเทาอาการปวดข้อและปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมายังบริเวณที่นวดยาได้ดีมากขึ้นนั่นเอง
  • มีสารต้านอาการไขข้ออักเสบ โรคข้อรูมาติสซั่ม
  • กระเทียมมีกลิ่นฉุนจึงสามารถช่วยไล่ยุงได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย เพิ่มความยากอาหาร

ประโยชน์ของกระเทียม

  • ประโยชน์หลัก ๆ ของกระเทียมคงหนีไม่พ้นการนำมาใช้เพื่อช่วยปรุงรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะใช้ผัด แกง ทอด ยำ ต้มยำ หรือน้ำพริกต่าง ๆ อีกสารพัด
  • กระเทียมเป็นเครื่องสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด และยังเป็นพืชที่ธาตุซีลีเนียมสูงกว่าพืชชนิดอื่น ๆ อีกทั้งยังมีสารอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิกที่เป็นตัวสร้าง DNA และ RNA ของเซลล์ในร่างกาย
  • นอกจากนี้ยังมีการนำกระเทียมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย เช่น กระเทียมเสริมอาหาร กระเทียมสกัดผง สารสกัดน้ำมันกระเทียม กระเทียมดอง เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระเทียมดิบ ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 149 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 33.06 กรัม
  • น้ำตาล 1 กรัม
  • เส้นใยอาหาร 2.1 กรัม
  • ไขมัน 0.5 กรัม
  • โปรตีน 6.36 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.2 มิลลิกรัม 17%
  • วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 3 0.7 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 5 0.596 มิลลิกรัม 12%
  • วิตามินบี 6 1.235 มิลลิกรัม 95%
  • วิตามินบี 9 3 ไมโครกรัม 1%
  • วิตามินซี 31.2 มิลลิกรัม 38%
  • ธาตุแคลเซียม 181 มิลลิกรัม 18%
  • ธาตุเหล็ก 1.7 มิลลิกรัม 13%
  • ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม 7%
  • ธาตุแมงกานีส 1.672 มิลลิกรัม 80%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 153 มิลลิกรัม 22%
  • ธาตุโพแทสเซียม 401 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุสังกะสี 1.16 มิลลิกรัม 12%
  • ธาตุซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (แหล่งที่มา : USDA Nutrient database)

คำแนะนำและข้อควรระวังในการใช้กระเทียม

  • กระเทียมยิ่งสดเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสรรพคุณที่ดีมากขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับกระเทียมที่ผ่านความร้อนด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือผ่านการหมักดอง จะทำให้วิตามินและสารอัลลิซินที่มีอยู่ในกระเทียมนั้นสลายตัวไป
  • วิตามินและแร่ธาตุที่อยู่ในกระเทียมนั้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับดินและสภาพอากาศที่ใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย
  • สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ มีระดับความดันโลหิตเป็นปกติ ผู้ที่มีอาการของเลือดหยุดไหลช้า รวมไปถึงผู้ที่ใช้ยาอื่น ๆ เป็นประจำ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ ยาต้านไวรัส คุณไม่ควรรับประทานกระเทียมหรือผลิตภัณฑ์กระเทียมเสริมในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เป็นโทษต่อร่างกายได้
  • สำหรับผู้ที่ได้รับกลิ่นของกระเทียมเป็นประจำ อาจทำให้เกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อรับประทานได้ โดยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ และมีอาหารหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ แต่อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไปเองภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งกระเทียมที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารมักจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่ากระเทียมแบบสด ๆ
  • สำหรับผู้ที่อยู่ในครัวหรือผู้ต้องใช้มือสัมผัสกับกระเทียมเป็นประจำและเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีตุ่มน้ำได้ ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกระเทียมโดยตรงเป็นประจำด้วยการสวมถึงมือทุกครั้งในขณะที่จะใช้กระเทียม
  • แม้ว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มากมาย แต่คุณก็ไม่ควรที่จะเลือกใช้กระเทียมเพื่อหวังผลในการรักษาอาการหรือโรคใดโรคหนึ่ง อีกทั้งผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละบุคคลก็อาจจะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณควรเลือกรับประทานให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะพืชผักสมุนไพรทั่ว ๆ ไป ถ้าศึกษากันจริง ๆ แล้ว มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลย
  • ปัจจุบันในบ้านเรายังไม่มีการรับรองว่ากระเทียมนั้นจะสามารถรักษาโรคได้จริง คงเป็นได้เพียงแต่สมุนไพรทางเลือกในการรักษาและสมุนไพรเสริมสุขภาพเท่านั้น

เรียบเรียงโดย : PG Slot Game
สนับสนุนโดย : UFASTAR



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *