ผู้เขียน: seo seo

อาหารลดน้ำหนัก ช่วยให้หุ่นเพียว

อาหารลดน้ำหนัก ช่วยให้หุ่นเพียว

อาหารลดน้ำหนัก เป็นทางเลือกแรกที่คนรักสุขภาพเ…

วิธีกินเพื่อสุขภาพ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

วิธีกินเพื่อสุขภาพ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

1. วิธีกินเพื่อสุขภาพ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ใ…

ขนมบราวนี่ ขนมช็อคโกแลตน่าทาน

ขนมบราวนี่ ขนมช็อคโกแลตน่าทาน

ขนมบราวนี่


เปิดตำรา “ ขนมบราวนี่ ” ขนมหวานที่ถูกใจทุกวัย

ขนมบราวนี่ ” ที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาด ร้านอาหาร หรือร้านขนมดัง ๆ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ? ว่ามีจะประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจขนาดนี้ แถมมีหลากหลายประเภทให้เลือกตามความชอบ เพียงเท่านี้เราก็สามารถรู้แล้วว่า เราชอบกิน “ บราวนี่ ” แบบไหน ? นอกจากเรื่องของ “บราวนี่” แล้ว ยังมีเรื่องของ ขนมปัง ซึ่งเป็นขนมที่มีมาตั้งแต่โบราณ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ขนมบราวนี่ ” ขนมหวานสีน้ำตาล หอมกลิ่นช็อกโกแลต โรยด้วยถั่วต่าง ๆ ทุกร้านขนมหรือร้านกาแฟจะต้องมี “บราวนี” ที่เรียกได้ว่าเป็นขนมพื้นฐานต้องมีเตรียมไว้สำหรับสายขนมหวาน แต่ไปกี่ร้าน ๆ ก็จะมีชื่อเรียก “บราวนี” ไม่เหมือนกัน วันนี้วาวาจะมาเล่าถึงแก่นแท้และรายละเอียดของ “บราวนี” ให้เพื่อน ๆ หายสงสัย ถ้าพร้อมแล้วไปหาคำตอบกันเลยว่า

ใคร ๆ ก็รู้จัก บราวนี…แต่! ทำไมแต่ละร้านถึงไม่เหมือนกันเลย ? บราวนีมีกี่แบบ ? มาเจาะลึก “บราวนี” กันเลยดีกว่า

ขนมบราวนี่


ต้นกำเนิด “ขนมบราวนี” มาจากที่ไหน ?

บราวนี” ขนมหวานรสช็อกโกแลต ที่มีสีน้ำตาลเข้ม ตามชื่อ “Brownie” อยู่ในหมวดหมู่ คุกกี้ เพราะมีลักษณะเป็นชิ้น สามารถใช้มือหยิบกินได้ ถ้าหากเป็นหมวดหมู่เค้ก จะต้องใช้ช้อนส้อมในการรับประทาน

ในสหรัฐอเมริกาเป็นต้นกำเนิด ในช่วงปลายศตวรรษที่19 ก็มีเรื่องเล่า ในปี คศ.1893 มีหญิงสาวสังคมผู้ร่ำรวยมั่งคั่ง มีนามว่า เบอร์ธา พ็อตเตอร์ พาล์มเมอร์ ต้องการขนมที่มีขนาดเล็ก สามารถใส่ในกล่องอาหารกลางวัน และกินง่าย เพื่อนำไปกินในงาน Chicago World’s Columbian Exposition กับเพื่อน ๆ ของเธอ จึงสั่งให้พ่อครัวของโรงแรมเดอะ พาล์มเมอร์ เฮ้าส์ (The Palmer House Hotel) เป็นผู้จัดการ

พ่อครัวทำขนมอบรสช็อกโกแลตโรยด้วยถั่วและวอลนัท มีเกล็ดน้ำตาลจากน้ำเชื่อมของแอพริคอต จนกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อก็ยังมีตำนานต่าง ๆ เช่น พ่อครัวทำเค้กช็อกโกแลตแล้วใส่ส่วนผสมผิด ใส่แป้งน้อยไป เมื่ออบออกมาจึงได้เนื้อเค้กช็อกโกแลต ที่เข้มข้นมีความหนึบ หรือ แม่ครัวในเมืองบังกอ (Bangor)ในรัฐเมน (Maine) นามว่ามิลเดร็ด บราวน์ ชรัมป์ (Mildred Brown Schrumpf) ซึ่งมีชื่อเล่นว่า บราวนี ได้ทำเค้กช็อกโกแลตและลืมใส่ส่วนประกอบสำคัญคือผงฟู ทำให้เค้กไม่ขึ้นฟู ด้วยความเสียดายจึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแล้วแจกจ่ายให้คนในครอบครัวรับประทาน

ตัวอย่างเกม : PGSLOT

ประเภทของ “ขนมบราวนี” มีอะไรบ้าง ?

ประเภทของบราวนีต่าง ๆ มาจากความคิดสร้างสรรค์ของนักอบที่อยากให้มีลักษณะที่แตกต่างกันไป จึงทำให้เกิดวิธีทำที่แตกต่างกัน ถ้าหากแบ่งเป็นลักษณะเนื้อสัมผัส จะแบ่งได้เป็นดังนี้

Brownie cake

ส่วนผสม แป้ง เนย ผงโกโก้ ไข่ น้ำตาล ผงฟูและกลิ่นวานิลลา

วิธีทำ

1.ละลายเนยและผงโกโก้ให้เข้ากัน เทน้ำตาลทรายใช้ตระก้อมือตีให้เข้ากัน
2.หลังจากนั้นใส่ไข่ทีละฟอง ตามด้วยกลิ่นวนิลา
3.จากนั้นเทส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้งเค้กและผงฟู
4.คนให้เข้ากัน เทใส่ถาด หลังจากนั้น นำไปเข้าเตาอบ อบให้สุก



Fudge brownie

ส่วนผสม แป้งเค้ก เนย ดาร์กช็อกโกแลต ไข่ น้ำตาล ผงฟูและกลิ่นวานิลลา

วิธีทำ

1.ละลายเนยและช็อกโกแลตเข้าด้วยกัน พักไว้
2.ตีไข่กลิ่นวานิลลาและน้ำตาลให้เข้ากัน
3.เทส่วนผสมของเนยละลายกับช็อกโกแลตในอ่างผสมน้ำตาล ใช้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน
4.หลังจากนั้นใส่ส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้งเค้กและผงฟู
5.เทใส่ถาดแล้วนำเข้าเตาอบ อบให้สุก



Chewy brownie

ส่วนผสม เนย แป้งเค้ก ดาร์กช็อกโกแลต ผงโกโก้ ไข่ น้ำตาล ผงฟู และกลิ่นวานิลลา

วิธีทำ

1.ละลายเนย ผงโกโก้ และดาร์กช็อกโกแลต (แยกไว้ส่วนหนึ่ง) เข้าด้วยกัน
2.ตามด้วยไข่และกลิ่นวานิลลา ตีให้เข้ากัน
3.หลังจากนั้นใส่น้ำตาล ตามด้วยแป้ง ใช้พายยางตะล่อมให้เข้ากัน
4.แล้วโรยด้วยช็อกโกแลตส่วนที่เหลือ แล้วนำไปเข้าเตาอบ อบให้สุก



ประเภทของบราวนี่แบ่งออกตามลักษณะเนื้อเค้กต่าง ๆ แล้ว ผู้ที่มีใจรัก มีความตั้งใจอยากให้เกิดรสชาติแปลกใหม่ๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ก็ดัดแปลงผสมผสานกับเทคนิคเฉพาะทางกับขนมชนิดอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นได้

เช่น การหยิบเอาลักษณะเป็นชิ้นกลมของคุกกี้ ผสมกับเนื้อของบราวนี ทำให้เกิด cookie brownie การนำชีสเค้กมากินคู่กับบราวนี ทำให้เกิด brownie cheesecake หรือ การนำเนื้อสัมผัสความกรอบของแครกเกอร์มาผสมกับบราวนี ทำให้เกิด brownie craker และอีกต่าง ๆ มากมาย

วิธีทำและวัตถุดิบที่แตกต่างกัน จึงทำให้ เกิดลักษณะเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันดังนี้ !!

Brownie cake

Brownie cake” มีปริมาณ แป้งและไข่ มากกว่าชนิดอื่น ๆ จึงทำให้ ลักษณะเนื้อส้มผัสเป็นเนื้อเค้ก เบา มีความฟู และความนุ่ม ดังนั้น “บราวนี” ประเภทนี้ จะอยู่ในหมวดหมู่ เค้ก เพราะไม่สามารถอยุ่รวมตัวเป็นชิ้น ๆ เหมือนคุกกี้ได้ เเละมีวิธีการรับประทานโดยใช้ช้อนหรือส้อมตักกิน 

Fudge brownie 

Fudge brownie” มีปริมาณแป้งน้อยที่สุด และมีส่วนผสม ดาร์กช็อกโกแลต มากกว่า “บราวนี” ชนิดอื่น ๆ ทำให้เหนียวหนึบ จับตัวเป็นชิ้นได้ดี และด้วยวิธีการทำที่ไม่มีการตีให้ขึ้นฟู จึงทำให้เนื้อสัมผัสแน่น ด้านบนของ “บราวนี” มีการขึ้นฟิล์มจากดาร์กช็อกโกแลต เมื่อนำเข้าอบจะทำให้มีความเงา และกรอบ

Chewy brownie

Chewy brownie” เป็นการผสมผสานกันระหว่าง “Brownie cake” และ “Fudge brownie” ดังนั้นเนื้อเค้กที่ได้จะมีความเบา แต่ไม่เท่าเค้ก เพราะมีปริมาณไข่และแป้งน้อยกว่า เนื้อ “Brownie cake” แต่ก็มีความแน่นของดาร์กช็อกโกแลต เพราะมีปริมาณ ดาร์กช็อกโกแลตมากกว่า และจากการใช้ช็อกโกแลต หั่นเป็นชิ้นผสมกับเนื้อแบทเทิล (Battle) ก่อนนำไปเข้าอบ จึงทำให้มีความชุ่มฉ่ำของช็อกโกแลตละลาย ที่แทรกตามเนื้อ แต่ก็จะไม่หนึบเท่า “Fudge brownie”   

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ? ถ้าเป็นเนื้อเค้กนุ่มฟู กินแบบเบา ๆ ก็จะเป็นเนื้อของ “Brownie cake” ถ้าใครชอบ เนื้อแน่นๆ หนักๆ เคี้ยวหนึบหนับ จะเป็นเนื้อ “Fudge brownie” แต่ถ้าอยากได้ความนุ่ม แต่ยังมีความช่ำ ก็ต้องเป็น “Chewy brownie” คราวนี้ ถ้าเวลาเพื่อน ๆ ไปตามคาเฟ่ แล้วมี “บราวนี” ให้เลือก เพื่อน ๆ ก็จะทราบแล้วว่า ต้องสั่ง “บราวนี” ชนิดไหน



อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม : อาหารเพื่อสุขภาพ , อัพเดจข่าวฟุตบอล

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT PGSLOTGAME Slotxo

“ ผักพื้นบ้าน ” ประจำท้องถิ่นไทย

“ ผักพื้นบ้าน ” ประจำท้องถิ่นไทย

” ผักพื้นบ้าน ” ของไทยแต่ละภูมิภา…

กระเทียม สรรพคุณและประโยชน์ของกระเทียม

กระเทียม สรรพคุณและประโยชน์ของกระเทียม

กระเทียม กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ คือคำว…

สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหัว

สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหัว

สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหัว


สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหัว ผักกาดหัว

สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหัว ผักกาดหัว ชื่อสามัญ Daikon, Daikon radish, Radish, White radish

ผักกาดหัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Raphanus sativus L., Raphanus sativus var. hortensis Backer, Raphanus sativus var. longipinnatus L.H. Bailey, Raphanus sativus var. niger (Mill.) J.Kern. จัดอยู่ในวงศ์ผักกาด (BRASSICACEAE หรือ CRUCIFERAE)

ผักกาดหัว มีชื่อเรียกอื่นว่า ไช่เท้า ไช่โป๊ หัวไชเท้า หัวไช้เท้า หัวผักกาด หัวผักกาดขาว (ทั่วไป), ผักกาดจีน(ลำปาง), ผักขี้หูด ผักเปิ๊กหัว (ภาคเหนือ), ผักกาดหัว (ภาคกลาง) เป็นต้น

ผักกาดหัวมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน โดยทั่วไปแล้วเจ้าหัวผักกาดนี้จะมีอยู่ด้วยกันหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีแดง สีม่วง สีชมพู และขนาดก็จะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์แยกย่อย (Subspecies)

ผักกาดหัวตามตำราจีนนั้นถือว่ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น แต่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งถือว่าผักชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ช่วยดับกระหายคลายร้อน แก้อาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ซึ่งหากรับประทานผักกาดหัวไปสักระยะหนึ่งแล้วอาการต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้รับการบรรเทาให้ดีขึ้น เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงไม่ควรที่จะรับประทานหัวผักกาดกับยาหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างโสมหรือตังกุย เพราะมันอาจจะไปสะเทินฤทธิ์กันเอง ทำให้โสมหรือตังกุยออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร แต่อย่าเข้าใจผิดไปว่าหัวผักกาดนี้มันจะไปทำลายฤทธิ์ของยาหรือสมุนไพรอื่น ๆ ทั้งหมด และการรับประทานหัวผักกาดนั้นจะรับประทานสุกหรือดิบก็ได้ แต่การรับประทานแบบดิบ ๆ นั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

ประโยชน์ของผักกาดหัว

  • ผักกาดหัวเป็นผักที่หลาย ๆ ประเทศนิยมนำมาทำเป็นอาหาร เมนูหัวไชเท้า เช่น แกงจืด แกงส้ม ต้มจับฉ่าย ต้มจืดหัวไชเท้า ขนมหัวผักกาด สลัดหัวผักกาด ยำหัวผักกาด เป็นต้น
  • ประโยชน์ของหัวผักกาด สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองเชื่อว่ามีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลเหมือนคนหนุ่มสาว
  • เป็นผักสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นหวัด มีอาการไอ คออักเสบเรื้อรัง และมีเสียงแหบแห้ง ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไว้ในขวดแก้ว หลังจากนั้นโรยน้ำตาล 2-3 ช้อนโต๊ะ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน แล้วรินน้ำดื่มเป็นประจำ
  • คั้นเป็นน้ำดื่มดับกระหาย ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาคั้นเอาน้ำแล้วเติมน้ำขิง น้ำตาลทรายขาวพอหวาน แล้วนำมาต้มให้เดือดแล้วจิบบ่อย ๆ
  • มีส่วนช่วยในการนอนหลับ
  • มีส่วนช่วยแก้โรคประสาท
  • ช่วยลดความดันโลหิต
  • หัวผักกาดมีสารลิกนิน (Lignin) ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการเสื่อมของเซลล์ และมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
  • หัวไชเท้ามีสารเควอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยต่อต้านมะเร็ง
  • ช่วยระงับอาการหอบ (เมล็ด)
  • ช่วยในการเจริญอาหาร (ใบ, ทั้งต้น)
  • ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย
  • ช่วยขยายหลอดลมและหลอดเลือด
  • ช่วยบำรุงโลหิต (ราก)
  • ช่วยทำให้หายใจโล่งขึ้น
  • แก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว (ราก)
  • สรรพคุณหัวไชเท้า ช่วยในการขับและละลายเสมหะ
  • แก้อาการไอหอบ มีเสมหะมาก (เมล็ด)
  • ช่วยเรียกน้ำลาย (ราก)
  • แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด (ราก)
  • ช่วยรักษาอาการต่อมน้ำนมบวม น้ำนมคั่ง (ใบ, ทั้งต้น)
  • ช่วยในการกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยในการย่อยอาหาร
  • ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (ใบ, ทั้งต้น)
  • ชาวจีนเชื่อว่าหัวผักกาดมีผลต่อการเคลื่อนตัวของพลังชี่ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารและระบบย่อย
  • ใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด)
  • ช่วยรักษาอาการท้องร่วง บิด
  • ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
  • ช่วยชำระล้างผนังกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ช่วยสมานลำไส้ (ราก)
  • มีส่วนช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น
  • ช่วยบำรุงม้าม (ราก)
  • ประโยชน์ของหัวไชเท้า ช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ จึงช่วยกำจัดพิษและของเสียในร่างกาย
  • แก้อาการผิวหนังเป็นผื่นคัน มีน้ำเหลือง ด้วยการใช้ใบสดนำมาคั้นเอาน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน
  • ชาวจีนสมัยก่อนนำหัวผักกาดมาใช้รักษาโรคหัดในเด็ก
  • ในญี่ปุ่นมักนำหัวไชเท้าดิบมาขูดเป็นฝอยลงในซีอิ๊วใช้เป็นน้ำจิ้ม
  • มีการนำมาแปรรูปเป็นหัวไชโป๊ดองเค็ม ตากแห้งเพื่อรับประทาน
  • ในตำราอาหารญี่ปุ่นแนะนำว่าให้ต้มปลาหมึกตัวสดกับหัวไชเท้า ว่ากันว่าจะช่วยทำให้เนื้อปลาหมึกนุ่มมาก
  • หัวไชเท้ารักษาฝ้า กระ ด้วยครีมหัวไชเท้า วิธีทําครีมหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นบาง ๆ หลังจากนั้นนำไปปั่นพอละเอียดแล้วใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนแกง แล้วปั่นในโถอีกครั้งเป็นอันเสร็จ วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า ให้นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก หากทำเป็นประจำจะช่วยลดฝ้า กระให้จางลงได้
  • หัวไช้เท้าพอกหน้า การรักษาหน้าด้วยหัวไชเท้าอีกสูตร วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปในโถปั่น แล้วใส่จมูกข้าวสาลีตามลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นจนละเอียดเป็นอันเสร็จ แล้วนำมาพอกบริเวณใบหน้า หรือพอกตามตัวเป็นเวลาประมาณ 15 นาทีแล้วจึงล้างออก ควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (สำหรับบางคนการใช้ในช่วงระยะแรกอาจจะมีอาการแสบแดงบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ หากทำไปสักระยะก็จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น)

ตัวอย่างเกม : PGSLOT

ข้อมูลทางโภชนาการของหัวไชเท้าดิบต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 18 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
  • น้ำตาล 2.5 กรัม
  • เส้นใย 1.6 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี 5 0.138 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 9 28 ไมโครกรัม 7%
  • วิตามินซี 22 มิลลิกรัม 27%
  • ธาตุแคลเซียม 27 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมกนีเซียม 16 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุแมงกานีส 0.038 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุโพแทสเซียม 227 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุโซเดียม 21 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุสังกะสี 0.15 มิลลิกรัม 2%

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม : อาหารเพื่อสุขภาพ , อัพเดจข่าวฟุตบอล

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT PGSLOTGAME

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นอ้อย

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นอ้อย

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นอ้อย สมุนไพรอ้อย&nbsp…

สรรพคุณและประโยชน์ของส้มแขก

สรรพคุณและประโยชน์ของส้มแขก

ส้มแขก สรรพคุณและประโยชน์ของส้มแขก สรรพคุณและ…

สรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่

สรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่

สรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่

สรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่

  • ต้นบร็อคโคลี่ สรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่ ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆ ประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ โดยต้นบร็อคโคลี่นั้นจะมีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่น มีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้าง มีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทานทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง จากการศึกษาวิจัยของมหาลัยอิลลินอยส์พบว่า การรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้น เมื่อรับประทานร่วมกับ

ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ! เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

พันธุ์บร็อคโคลี่ ที่นิยมปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์เดซิกโก (De Cicco), พันธุ์ซากาต้า (Green Duke), พันธุ์กรีนโคเมท (Green Comet) และสายพันธุ์เจียไต๋

บร็อคโคลี่เป็นผักที่รสชาติหวานกรอบ สามารถรับประทานสดได้ หรือจะนำมาประกอบอาหารก็ได้หลากหลายเมนู อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบตาแคโรทีน วิตามิน C และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง และการรับประทานบร็อคโคลี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1/2 ถ้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก

Tip : การเลือกซื้อบร็อคโคลี่ที่มีดอกแน่น กระชับ มีสีเขียวเข้ม ก้านต้องแข็งแรงเหนียวนุ่ม ไม่ควรเลือกซื้อบร็อคโคลี่ที่มีดอกสีเหลือง มีใบเหี่ยวเฉา และมีก้านใบแข็งหรือหนาจนเกินไป

ตัวอย่างเกม : PGSLOT

ประโยชน์ของบร็อคโคลี่

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
  • ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
  • ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  • ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
  • ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
  • ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
  • ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอนส์ ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่การเป็นโรคปอดร้ายแรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่าง ๆ ในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่าง ๆ ทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
  • สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  • ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
  • ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
  • ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
  • บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
  • สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
  • ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  • บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
  • การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
  • บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กรารก
  • ผักบร็อคโคลี่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น บร็อคโคลี่ผัดกุ้ง ผัดหมี่ ซุป พิซซา พาสตา สเต็ก สลัด ยำ ฯลฯ หรือจะนำมาใส่กับข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว ราดหน้า ผัดมักกะโรนีก็ได้เช่นกัน

คุณค่าทางโภชนาการของบร็อกโคลี่ ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 34 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 6.64 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.6 กรัม
  • ไขมัน 0.37 กรัม
  • โปรตีน 2.82 กรัม
  • น้ำ 89.3 กรัม
  • วิตามินเอ 31 ไมโครกรัม 4%
  • เบตาแคโรทีน 361 ไมโครกรัม 3%
  • ลูทีนและซีแซนทีน 1,403 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 1 0.071 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินบี 2 0.117 มิลลิกรัม 10%
  • วิตามินบี 3 0.639 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 5 0.573 มิลลิกรัม 11%
  • วิตามินบี 6 0.175 มิลลิกรัม 13%
  • วิตามินบี 9 63 ไมโครกรัม 16%
  • วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม 107%
  • วิตามินอี 0.78 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินเค 101.6 ไมโครกรัม 97%
  • ธาตุแคลเซียม 47 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุเหล็ก 0.73 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุแมงกานีส 0.21 มิลลิกรัม 10%
  • ธาตุซีลีเนียม 2.5 ไมโครกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุโพแทสเซียม 316 มิลลิกรัม 7%

วิธีทำน้ำบร็อคโคลี่

  1. ให้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ ก้านบร็อคโคลี่ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 10 ชิ้น และแอปเปิล 1/2 ผล
  2. นำบร็อคโคลี่และแอปเปิลมาล้างน้ำให้สะอาด (ให้ล้างน้ำไหลผ่านเป็นเวลา 10-15 นาที)
  3. จากนั้นนำบร็อคโคลี่มาหั่น ปอกเปลือกออกเอาแต่เนื้อขาวใสด้านในแล้วหั่นเป็นชิ้น และหั่นแอปเปิลเป็นชิ้น ๆ
  4. หลังจากนั้นนำส่วนผสมที่หั่นไว้ใส่เครื่องคั้นแยกกากก็จะได้น้ําบร็อคโคลี่สด ๆ มาดื่มแล้ว

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม : อาหารเพื่อสุขภาพ , อัพเดจข่าวฟุตบอล

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT PGSLOTGAME

ตะลิงปลิง สรรพคุณและประโยชน์

ตะลิงปลิง สรรพคุณและประโยชน์

ตะลิงปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Averrhoa bilim…